Server Time (On Page Load): วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2563 เวลา20:56 น. | ออนไลน์ 15 คน |

เฉพาะนิสิตหอพัก-เจ้าหน้าที่หอพัก ล็อกอินเข้าระบบ เฉพาะนิสิตผู้สมัครเข้าอยู่หอพัก     


หอพักนิสิตจุฬาฯในปัจจุบัน

กฎระเบียบข้อบังคับ

นิสิต-เจ้าหน้าที่หอพัก
นิสิตหอ   เจ้าหน้าที่
*จำสถานะ

สถิติ
 


ประวัติหอพักนิสิตจุฬาฯ
 
หอใหม่
 
 

              เดิมมหาวิทยาลัยมีหอพักนิสิตชายอยู่ก่อนแล้วชื่อ “หอวัง”   แต่เนื่องจากหอวังรับนิสิตได้เพียง ๓๐ คน ไม่เพียงพอกับกับจำนวนนิสิตในสมัยนั้น  ที่กำหนดให้นิสิตทุกคนต้องพำนักในหอพัก  ดังนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยได้งบประมาณสร้างตึกวิทยาศาสตร์ จึงดำริที่จะแบ่งมหาวิทยาลัยเป็นส่วนสถานศึกษา  ส่วนที่อยู่อาศัยคือหอพัก และส่วนสนามกีฬา  โดยให้ส่วนสถานศึกษาอยู่ด้านตะวันออกของถนนพญาไททั้งหมด ส่วนหอพักและสนามกีฬาอยู่ด้านตะวันตกของถนนพญาไท

           ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้ดำเนินการสร้างหอพักขึ้น ๒หลัง สามารถรับนิสิตเข้าพำนักได้๔๐  คน โดยสร้างเป็นเรือนไม้ยาว ๒ ชั้น ชั้นบนเป็นที่พักกั้นเป็นห้องคล้ายห้องแถวสูง มี ๒๔ ห้อง และมีมุข ตอนกลางหลังคาปูกระเบื้อง ส่วนชั้นล่างโล่งปูกระเบื้องซีเมนต์ เรือนไม้ทั้ง ๒หลังนี้ตั้งหันหน้าเข้าหากัน ห่างกันประมาณ ๕๐เมตรมีถนนเล็กๆ กั้นกลาง ตรงกลางมีวงเวียน จึงเรียกว่า “เรือนเหนือหรือหอเหนือ” และ “เรือนใต้หรือหอใต้” นิสิตที่พำนัก “หอวัง”  เริ่มเรียกหอนี้ว่า “หอใหม่” เมื่อมหาวิทยาลัยสร้างรั้ว และประตูรั้ว เลยตั้งชื่อตามที่นิสิตเรียกโดยติดป้ายชื่อ “หอใหม่” ไว้ที่ลายฉลุเหนือประตูด้านทิศเหนือที่ติดกับถนนจุฬาซอย๑ ซึ่งถือเป็นด้านหน้าของหอ ส่วนด้านทิศใต้ถือเป็นด้านหลังหอ  ด้านนี้สามารถออกมาถึงถนนพญาไทได้ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ไม่มีทางออก เพราะมีบ้านอาจารย์กั้นอยู่ ต่อมามีการเจรจาต่อรองจึงสร้างสะพานข้ามคูน้ำ (มีคูน้ำล้อมรอบบริเวณหอ) และตัดถนนอย่างคดเคี้ยว หลีกบ้านพักอาจารย์ออกมาถึงถนนพญาไทได้ สองข้างถนนนี้มีบ้านพักของอนุสาสกหอใหม่ คือบ้านพักของพระยาอารีดรุณพรรค และบ้านพักของ พระตีรณสารวิศวกรรม

          การกำหนดให้ทางทิศเหนือเป็นด้านหน้า ดูจะเป็นการเหมาะสมในสมัยนั้นเนื่องจากนิสิตที่พำนักในหอใหม่ ส่วนมากศึกษาเกี่ยวกับครุศาสตร์และเตรียมแพทย์ ซึ่งอยู่ที่วัง(วินเซอร์) (บริเวณสนามศุภชลาศัยในปัจจุบัน) ดังนั้น จึงสามารถใช้ถนนจุฬาซอย๑ ในการเดินทางไปสถานศึกษาในระยะทางที่สั้นมาก ส่วนนิสิตที่ศึกษารัฐศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถานศึกษาอยู่ที่ตึกบัญชาการ (ตึกคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน) ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของถนนพญาไท ทำให้นิสิตจำต้องเดินอ้อมไปผ่านตรอกด้านข้าง จึงจะออกถนนพญาไทได้ แต่เมื่อสร้างสะพานและตัดถนนหลังหอแล้ว นิสิตจึงได้รับความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น

          ต่อมามีการรื้อ “วังวินเซอร์” และ “หอวัง” เพื่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ สนามศุภชลาศัย นิสิตเตรียมแพทย์ศาสตร์ ไปเรียนวิทยาศาสตร์ที่ตึกใหม่ นิสิตครุศาสตร์ย้ายไปเรียนที่ตึกใหญ่รวมกับนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์และรัฐศาสตร์ ทำให้นิสิตหอวังต้องย้ายมาอยู่หอใหม่ทุกคน จึงมีการกั้นชั้นล่างเพิ่มขึ้นอีกหลังละ ๔  ห้อง รวมสองหลัง  มีจำนวนห้อง ๕๖ ห้อง เพื่อให้เพียงพอกับนิสิต

          ในวันที่  ๘  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๘๔ เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา และขยายตัวมาถึงประเทศไทย ทหารญี่ปุ่นได้ยึดครองโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ในเวลานั้นโรงเรียนเตรียมอุดมฯมีนักเรียนอยู่ประมาณ ๑,๓๐๐ คน ทำให้ต้องพักการเรียนไป๔สัปดาห์เพราะรอหาที่เรียน ต่อมาได้แยกย้ายไปเรียนที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน หอใหม่(หอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) วังกรมหลวงชุมพรฯ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และตึกยุวชนนายทหาร (ประตูจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ซึ่งใช้หอใหม่เป็นที่ทำการสอน ระหว่างพ.ศ.๒๔๘๕ ถึง พ.ศ.๒๔๘๖ และได้ย้ายไปเรียนที่อื่นเพื่อความเหมาะสม ทิ้งให้หอใหม่เป็นหอร้างทรุดโทรมลงตามกาลเวลาหลายปี เมื่อสงครามสิ้นสุดลงใน ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หม่อมเจ้ารัชฎาภิเศกโสณกุล อธิการบดี ได้มอบหมาย ให้ ม.ร.ว.สลับ ลดาวัลย์ อนุสาสกหอใหม่ในขณะนั้น จัดการซ่อมแซมหอใหม่ เพื่อเปิดให้นิสิตพำนักเป็นสมัยที่ ๒ ต้องซ่อมแซม ทั้ง “หอเหนือ” และ “หอใต้” เป็นการใหญ่ รวมถึงต้องซ่อมแซมบ้านพักของอนุสาสก ซึ่งปลวกกัดเสาขาดไปหนึ่งต้น และกำลังกัดเครื่องหลังคาทำให้หลังคาเอียงไปด้านหนึ่ง รวมถึงการปรับบริเวณที่เคยมีการสร้างห้องเรียนชั่วคราว ในสมัยที่ใช้เป็นสถานศึกษาของโรงเรียนเตรียมฯ เมื่อเสร็จแล้ว สามารถเปิดรับนิสิตให้เข้าพำนักได้ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๐ การเปิดรับนิสิตในครั้งที่๒ นี้ มีระเบียบการที่แตกต่างกับระเบียบการเดิม คือรับเฉพาะนิสิตที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดเท่านั้น ไม่รับนิสิตที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯหรือธนบุรี ทั้งนี้ เพราะนิสิตที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัด มีความเดือดร้อนในเรื่องการหาที่พักอาศัย อย่างไรก็ตาม หอพักสามารถรับนิสิตได้เพียง ๕๖ คน ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการของนิสิต         

         เมื่อเปิดใช้หอใหม่ในปี ๒๔๙๐ อนุสาสกดำริที่จะให้นิสิตที่พำนักมีระเบียบแบบแผนอันดีงามคล้ายโรงเรียนกินนอนของอังกฤษ จึงได้ตั้ง “หัวหน้าหอ” ขึ้นหอละ ๑ คน คู่แรกที่ตั้งคือ ม.ร.ว. ยงสุข  กมลาศน์ เป็นหัวหน้าหอเหนือ และนายบุญพบ ลิ้มไพบูลย์เป็นหัวหน้าหอใต้ ทำให้มี “ผู้แทนหอพัก” เป็นครั้งแรก และกรรมการสโมสรจุฬาลงกรณ์ฯมหาวิทยาลัย ตกลงรับผู้แทนหอพักเข้าเป็นกรรมการ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา



 
     



หอพักนิสิตจุฬาฯในอดีต

สิ่งอำนวยความสะดวก